Doggy Diary 2: เรื่องนม ๆ

January 25, 2008 at 9:32 am (Who let the dog out?)

  หลังจากที่พ่อขุดหลุมฝังเอไว้ที่หลังบ้านแล้ว หมอนุ่นก็จับเจ้าเบบี๋สามตัวออกมาจากคอก แล้วบอกให้ฉันโทรหาป๋าน็อตเพื่อนสาวนักคอมพิวเตอร์ฉายาไอน์สไตน์เมืองไทย ให้แวะซื้อขวดนมและนมผงสำหรับหมาเด็กเข้ามาด้วย เจ้าเบบี๋ทั้งสามร้องอุ๋งอิ๋งหิวนมเป็นระยะ ๆ เอสเพรสโซ  ตัวใหญ่สุด สีเข้มสุด ดูเหมือนจะหิวจัด ในขณะที่ ลาเต้ ตัวย่อมลงมาขนสีน้ำตาลแดงดูละเมอ ๆ เบลอ ๆ ง่วง ๆ ส่วน มิลค์ สีขาวเหมือนเอ ตัวเล็กสุด นอนแบบเหี่ยว ๆ จ๋อง ๆ กินนมก็ได้ หรือไม่กินก็ได้ก็จะแห้งตายอย่างงั้น ต้องขอบคุณพี่ฟิล ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ที่ตั้งชื่อลูกหมาให้ เสียดายที่ตัวอื่น ๆ ตายไปก่อนไม่งั้นคงมีชื่อคูลๆ อย่าง แมคคิอาโต ดอบปิโอ ชูการ์ ที่จอยแอบเหน็บว่าคงมีฉันคนเดียวในบ้านที่เรียกชื่อถูก 

 หมอนุ่นบอกว่าอันดับแรกที่ต้องทำในการอนุบาลเบบี๋คือการกกไฟ เพราะแม่หมาส่วนใหญ่จะให้ความอบอุ่นแก่ลูก ๆ ไฟที่ใช้ควรจะเป็นโป๊ะไฟที่ใช้หลอด 100วัตต์ ที่ให้ความร้อนกว่าหลอดไฟขาว เพราะลูกหมาไม่ต่างอะไรกับเด็กทารกนัก นมแม่มีความสำคัญสุด ๆ เพราะอุดมไปด้วยภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ แต่สำหรับกรณีนี้ การเลือกนมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ป๋าน็อตมาถึงบ้านพร้อมกับขวดนมและนมยี่ห้อ Lactol ที่มีขายที่คลีนิกหมอนุ่น ฉันเลยรีบจัดแจงต้มน้ำเพื่อชงนมทันที ด้วยความโง่ของตัวเองเป็นหลัก ฉันใส่น้ำต้มสุก (แบบสด ๆ ร้อน ๆ) ลงในขวดนมที่ล้างสะอาดแล้ว ผลที่ได้คือน้ำร้อนเกินไปที่จะชงนมเพราะคงลวกปากเบบี๋ ฉันฉลาดอีกแล้วเพราะกำลังเงื้อมมือไปเปิดก็อกน้ำประปา เพื่อนสาวทั้งสาม เอ๋ ป๋าน็อต หมอนุ่นที่กำลังจ้องจับผิดก็ร้องกันเสียงหลงว่าน้ำไม่สุกแบบนั้นจะเอามาชงนมได้อย่างไรเคอะ ฉันแก้ตัวเสียงอ่อยแบบน้ำขุ่น ๆ ว่าไม่น่าจะเป็นไรเพราะน้ำประปาเมืองไทยกินได้เลย…. 

หมอนุ่นบอกว่าสามารถใช้ นมแพะ เลี้ยงได้ แต่ฉันเคยไปเลือกซื้อดูแล้วเห็นว่า นมแพะที่มีขายตามเพ็ทช็อปแถวบ้านนั้นเป็นนมสำเร็จรูป เปิดแล้วต้องกินให้หมดทันที ราคาก็หลักร้อยคิดว่าไม่น่าคุ้ม เลยคิดว่าใช้เป็นนมผงน่าจะดีกว่า นม Lactol ราคาขายปลีก 340 บาท ราคาถือว่าแพงปานกลาง รสชาติไม่รู้ (แต่หมอที่คลีนิกหมอนุ่นบอกว่าหอมอร่อย) รู้แต่ว่าหาซื้อยากนิดนึง แต่ชงง่ายเพราะละลายง่าย กินง่าย อึสะดวก แรก ๆ มิลค์เหมือนแพ้นมเพราะอึพุ่งตลอด จนฉันกับน็อตจะเปลี่ยนให้มันชื่อ ปิปโป้ ตามชื่อ ฟิลิปโป้ อินซากี คูนย์หน้าชาวอิตาเลียนเจ้าของฉายา ศูนย์หน้าขี้พุ่ง เพราะชอบพุ่งล้มเอาจุดโทษ แต่เพราะ Lactol หายาก แล้วใกล้หมดแถมเราไม่ได้ซื้อนมสำรองไว้เลยต้องซื้อ Prema Lac ที่มีขายที่โรงพยาบาลสัตว์ตรงพระนั่งเกล้ามาขัดตาทัพไว้ก่อน Prema Lac ราคาขายปลีกอยู่ที่ 120บาท ต่อถุง หน้าตาแพคเกจดูโอเคแต่ราคาถูกเกินจนกลัวว่าไม่เหมาะกับหมาเด็ก แต่หมอที่โรงพยาบาลนั้นบอกว่าใช้ได้ เราเลยลองให้กินดูผลปรากฎว่าทุกตัวเป็น ปิปโป้ กันหมด….. 

การตามหานมที่ดีที่สุดยังไม่หยุดที่ Lactol หรือ Prema Lac คราวนี้ฉันตั้งใจว่าจะต้องหาซื้อ Esbilac สุดยอดนมที่สัตวแพทย์ (ที่หรู ๆ) เลือกใช้ มาให้เบบี๋ให้ได้เพราะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเบบี๋และที่สำคัญไม่มีส่วนประกอบที่ทำให้ท้องเสียง่ายด้วย สรุปแล้วคือเป็นนมสำหรับเจ้าของกระเป๋าหนักอย่างปารีส ฮิลตัน หรือโรงพยาบาลและคลีนิกย่านทองหล่อมักจะใช้กัน เรามาเจอ Esbilac ที่ร้าน มนูญเพทชอป ร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร (อารมณ์คล้าย ๆ เซเว่นของสัตว์) ฉันหยิบกระป๋องนมออกมาจากชั้นวางด้วยใจระทึกเหมือนกับเวลาเจอรองเท้าดีไซน์ถูกใจอย่างไงอย่างงั้น ฉันสำรวจกระป๋องด้วยความใคร่รู้พลันตาก็ไปสะดุดที่ป้ายราคา 990 บาท เอ่อ..คงติดป้ายกลับหัว ฉันนึกในใจแล้วก็คิดได้ว่าถึงติดป้ายกลับหัวแล้วเลขศูนย์จะไปอยู่ข้างหน้าได้อย่างไร แล้วนมราคาแค่ 66บาทจะเป็นสุดยอดนมได้อย่างนั้นหรือ …

 เงิน 990 บาท ฉันสามารถซื้อเสื้อคอวีผ้าวูลแขนยาวที่ Zara ได้หนึ่งตัว (เพราะลดราคาจาก 1,390บาท) แต่เอาวะ เพื่อเบบี๋ที่น่าสงสาร ฉันจะยอมทุ่มทุน ทั้ง ๆ ที่ในตัวมีเงินสดแค่ห้าร้อยบาท ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะมีวันนี้ วันที่ควักเครดิตการ์ดมารูดค่านม Esbilac ราคา 990 และผ้าอ้อม อีกสามห่อ (255บาท) หันไปดูคนข้าง ๆ ที่จ่ายเงินที่เคาท์เตอร์เดียวกัน มีอาหารเม็ด แชมพูอาบน้ำ ฯลฯ เห็นรูดไปเกือบสองพันห้า เห็นหล่อนแล้วรู้สึกเหมือนกำลังมองตัวเองในอนาคตยังไงไม่รู้จึงรีบเบือนหน้าหนี 

ฉันกลับบ้านพร้อมเปิด Esbilac มาชงอย่างชื่นบาน ฉันให้เจ้าตัวโตอย่างเอสเพรสโซลองก่อน จ๊วบ ๆๆๆๆๆๆๆ เสียงดูดถี่และเมามัน สงสัยเบบี๋คงเอนจอยรสชาติของ Esbilac เหมือนเวลาที่ฉันได้ละเลียดฟัวกราส์ที่ห้อง ลอร์ด จิม ที่โอเรียนเต็ล เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที เอสเพรสโซยังดูดจ๊วบๆ จนกรามปูดโปน ทำไมนมไม่พร่องหว่า…กลายเป็นว่า Esbilac เข้มข้นจนไม่สามารถทะสุทะลวงจุกนมพลาสติกมาได้ ฉันเลยต้องทำการระเบิดหัวนมใหม่รวมทั้งแอบผสมน้ำลงไปอีกนิดให้มันจางลง สรุปว่าบ่ายนั้นฉันใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการให้นมเบบี๋ทั้งสาม

สไตล์การกินนมของเจ้าสามตัวนี้มันช่างต่างกันราวกับฟ้าและเหว เอสเพรสโซจะขี้โมโห และขี้หิวที่สุด หิวเมื่อไหร่ก็จะแหกปากร้องจนเจ้าแอ็กเกอร์ตกใจเห่าไปด้วย เอสเพรสโซ จะดูดจนน้ำมูกกระเด็น ประเด็นน้ำมูกกระเด็นนี่ทำให้ฉันกังวลจนกระทั่งต้องไปปรึกษาหมอว่ามันป่วยหรือเป็นหวัดหรือไม่จนได้บทสรุปว่า มันตะกละเกิน…ลาเต้ ดูเหมือนจะเป็นขวัญใจช่างภาพเพราะสีน้ำตาลสวย (จนน่าจะเป็นชาเย็นมากกว่ากาแฟ) ลาเต้มีลีลากินนมที่นุ่มนวล กินง่าย เลี้ยงง่าย หลับง่าย ประมาณว่าหลับได้แม้ว่าจุกนมจะคาปากอยู่ ส่วนมิลค์ น้องนุชสุดท้อง นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องชอบพุ่งแล้ว ยังมีสไตล์การกินนมที่น่าหมั่นไส้ที่สุด มิลค์เป็นเบบี๋หัวสูงเพราะไม่กินนมเย็น ต้องนมอุ่น ๆ เท่านั้น แล้วจะมีสไตล์อิดออดก่อนกินนมทุกครั้ง จากแรก ๆ ที่จะให้กินเป็นตัวแรกเพราะเล็กสุด หลัง ๆ นี่มิลค์จะได้กินเป็นตัวสุดท้ายเพราะต้องใช้เวลาปล้ำกับมันนานสุด ถ้าไม่นับว่ามันละลายยากและราคาแพง Esbilac นี่ดีสมคำร่ำลือจริง ๆ เพราะเบบี๋ทุกตัวดูขับถ่ายเป็นมูสอ่อน ๆ เชียว และไม่มีอาการปู้ดป้าดให้เห็น แต่เนื่องด้วยอิฉันเบี้ยน้อยหอยน้อยเลยคิดว่า Lactol น่าจะเหมาะกับหมาพันธุ์  Walker (หรือที่พี่ป็อปว้าวเรียก Side way และพี่ดรีมเรียก Middle Road) อย่างเจ้าสามตัวนี้ที่สุด 

ลูกหมาสามตัวนี้กินจุเอาการ เพราะเฉลี่ยแล้วต้องเสียค่านมประมาณสัปดาห์ละหนึ่งกระป๋อง (ชงนมหนึ่งครั้ง ใช้นมผง10g ต่อน้ำ 60ml) ถ้าใช้ Lactol ก็ 340บาท บวกค่าผ้าอ้อมสองห่อ 170บาท ก็เท่ากับ ค่าใช้จ่ายตอนมีเบบี๋เพิ่มมาก็คือ 510 บาทต่อสัปดาห์ หนึ่งเดือนก็เท่ากับ 2,400 บาทต่อเดือน ซึ่งเท่ากับรองเท้ากากเพชร Red Ruby ลดราคา 30% จำนวนหนึ่งคู่ … โอววววว

2 Comments

  1. joynifer said,

    แกกลายเป็นแม่นมไปแล้ว ดีนะเนี่ยที่แกมี “นม” เยอะ
    ชั้นชอบชื่อปิ๊ปโป้จอมพุ่งว่ะ เห็นภาพเลยแก

  2. Charles said,

    ซ้อมเลี้ยงไว้แม่หมู วันหน้าตกลูกจะได้มีประสปการณ์

Post a Comment