Brussels..got to love you and leave you

January 29, 2008 at 3:51 pm (Travel Pixie)

brasels.jpg

อ่านไดอารี่ของ Estella เมื่อวานว่าด้วยเรื่องความลังเลในการเลือกเมืองที่จะไปฮันนีมูนกับพี่แพน (โดยใช้แผนไปส่งน้องเรียนต่อบังหน้า) เลยรู้สึกคันไม้คันมืออยากเป็นเจ๊ดันให้ Estella ไปเที่ยวเบลเยียม เมืองเล็ก ๆ แต่อบอุ่นและน่ารัก ที่จัดได้ว่าเป็นหัวใจของยุโรป จะไม่ให้เป็นหัวใจหรือจุดศูนย์กลางได้อย่างไรในเมื่อกรุงบรัสเซลส์ห่างจากลอนดอน (หากเดินทางด้วยรถไฟยูโรสตาร์) ประมาณหนึ่งชั่วโมง กรุงปารีสก็ห่างจากเมืองเกนท์ (Gent) แค่สามชั่วโมง (หากเดินทางด้วยรถยนตร์) ถ้าอยากไปสูบหญ้าแห้งแบบไม่ผิดกฎหมาย (อันนี้ไม่แนะนำ) ที่อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) หรือไปกระดกเบียร์ที่ดุสเซลดอร์ฟ (Dusseldorf) ประเทศเยอรมัน ก็ประมาณสามชั่วโมง (ด้วยรถยนตร์) ถึงจะเป็นประเทศที่เล็กจิ๋ว แต่เมืองหลัก ๆ ของเบลเยียมนั้นถือได้ว่ามีคุณภาพแน่นคับแก้วจริง ๆ หากใครมีเวลาในการเดินทางไม่มากแต่อยากสัมผัสความเป็นยูโรเปียนจริง ๆ ควรจะใส่ประเทศเบลเยียมไว้ในลิสต์ด้วย

เมืองหลัก ๆ ที่ควรค่าแก่การไปเยือนได้แก่ กรุงบรัสเซลส์  ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า และการเงินของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานของสหภาพยุโรปด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าเแปลกใจเลยว่าสถาปัตยกรรมในเมืองนี้จะเป็นการผสมผสานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่บวกกับอาคารสไตล์ยูโรเปียนและโบสถ์ศิลปะโกธิคอยู่มากมาย เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ (แต่เล็กกว่ากรุงเทพมาก ไม่ว่าจะไปไหนใช้เวลาไม่เกินสิบนาที) ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินเพราะมีให้เลือกทั้งไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาเลียนฝรั่งเศส และเฟลมมิช ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเฟลมมิช (ซับซ้อนเล็กน้อยเพราะคนเบลเยียมนั้นแบ่งเป็นเชื้อสายใหญ่ ๆ ได้สองเชื้อชาติคือ เชื้อชาติฝรั่งเศส พูดฝรั่งเศส และ เฟลมมิชที่พูดภาษาดัตช์ (และฝรั่งเศสเป็นภาษารอง) ถ้ามีเงินเต็มกระเป๋าขอแนะนำให้กิน หอยแมลงภู่ (mussels) หน่อไม้ฝรั่งสีขาว แล้วก็ มันฝรั่งทอดสไตล์เบลเยียม ที่คนเบลเยียมทั้งหลายภูมิใจนักหนาว่าอร่อยกว่า เฟรนช์ฟรายส์ที่มีต้นตำรับมาจากฝรั่งเศส (บ้างก็ว่าคนฝรั่งเศสขโมยไอเดียไปทำ) ถ้าถามถึงความแตกต่าง…..อืม ฟรายส์ของเบลเยียมจะอันเล็กแล้วก็กรอบกว่า อ่อ แล้วก็เค็มน้อยกว่า แต่รสชาติโดยรวมก็เหมือนกันมาก ต่างกันก็แค่บรรยากาศรอบข้าง แล้วก็ลักษณะและการแต่งตัวของคนโต๊ะข้าง ๆ มากกว่า (ปารีเซียงน่ะเดิ้นกว่าอยู่แล้ว)

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่หนีไม่พ้นก็คือจตุรัสกลางเมือง Grand Place ที่โอบล้อมไปด้วยตึกสไตล์โกธิคและตึกโบราณอายุร่วมพันปี ตึกเหล่านี้จะมีลักษณะเฉพาะตัวคือมียอดตึกเป็นแนวลดหลั่นกันเหมือนขั้นบันได หากเลือกวันเที่ยวได้ แนะนำให้ไปวันอาทิตย์เพราะจะมีร้านรวงต่งๆ  มาออกร้านกันกลางจตรัสเหมือนตลาดนัดย่อม ๆ ของบ้านเรา ร้านส่วนใหญ่จะขายของจุกจิกน่ารักที่สามารถใช้เป็นของแต่งบ้านได้ เช่นตุ๊กตาเซรามิก รองเท้าไม้แบบชาวดัชต์ ขนมปัง ภาพวาด มีศิลปินมาโชว์การวาดแบบสด ๆ เก๋ไม่แพ้ที่มงมาร์ตในปารีสทีเดียว นอกจากจะเป็นแหล่งรวมสินค้าแล้ว รอบ ๆ จตุรัสก็เรียงรายไปด้วยคาเฟ่เล็ก ๆ หากเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ทางร้านก็จะตั้งโต๊ะออกมาข้างนอก เรียกได้ว่าได้ทั้งอาบแดดแล้วก็จิบกาแฟหอมกรุ่นไปในคราวเดียวกัน (หรือจะสั่งเบียร์ Duvel หรือ Jupiler มาดื่มก็ไม่ว่ากัน) ใกล้ ๆ กับจตุรัสนั้นเอง เดินไปไม่เกินสิบนาทีหากไม่แวะชิมวัฟเฟิลหน้าตาดีที่ยั่วยวนอยู่ตลอดทาง ก็จะถึงที่ตั้งของรูปปั้นเด็กฉี่ Manneken Piss อันเลื่องชื่อ

เดินกลับมาตรงถนนเมนก็จะเจอร้านที่ขายช็อกโกเลตเบลเยียมมากมาย (ไม่ต้องกลัวของปลอม แต่ว่าราคาอาจจะแพงสักหน่อย แต่ซื้อ ๆ ไปเถอะ ของเค้าอร่อยจริง แล้วก็สดไม่มีเหม็นหืนเพราะเค้าขายกันป็นพัน ๆ กล่องต่อวัน ไม่มีตกค้าง) ถ้าทุนทรัพย์น้อยเค้าก็มีช็อกโกแลตตัวอย่างให้ชิม ก็แวะได้ทุกร้านตลอดทางจนอิ่ม ไม่ต้องเสียตังค์ หากใจป้ำยอมทุ่มทุนเพื่อช็อกโกเลต แนะนำให้ไปรูดการ์ดซื้อช็อกโกแลตที่ Pierre Marcolini มีช็อกโกเลตให้เลือกมากมาย รวมทั้งส่วนที่เป็นคาเฟ่ที่เสิร์ฟเค้กหน้าตาดี (และคาดว่าจะอร่อย) ร้านนี้ได้ชื่อว่าเป็นร้านช็อกโกเลตที่ดีที่สุดในเบลเยียม อร่อยขนาดคนท้องถิ่นที่โน่นยังต้องควักเงินซื้อเป็นของขวัญตามโอกาสต่าง ๆ ส่วนผู้รับพอได้รับก็สุดแสนดีใจเพราะว่าถ้าซื้อกินเองคงไม่เอาเพระว่าแท่งหนึ่งก็ตกประมาณ 13 ยูโร (เอา 47บาทคูณโลด) ถ้าทุนทรัพย์ไม่เอื้อต่อการช็อปที่ มาร์โคลินี แค่ซื้อยี่ห้อ Neauhaus, Leonidas หรือ Godiva ก็อร่อยฉุดไม่อยู่แล้ว

สำหรับคออาร์ต นอกจากจะเพลิดเพลินกับร้านขายรูปศิลปะเช่นรูปวาดแวนโก๊ะ (Van Gogh) และ แรมแบรนท์ (Rembrandt)  ที่แทรกตัวปะปนกับร้านวัฟเฟิลและร้านช็อกโกเลตเป็นระยะ ๆ ถ้ามีเวลาแนะนำให้ไป The Musee Royaux des Beaux-Arts ( www.kmskb.be) ที่นี่จะว่าไปก็คล้ายกับ Tate ที่ลอนดอนเหมือนกันเพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ละสัปดาห์ก็จะมีงานศิลปะวนเวียนมาให้ได้ชมกัน คงต้องเข้าไปเช็คในเว็บเพื่อดูตารางการจัดแสดงศิลปะ นอกจากทัวร์มิวเซียมแล้ว ขอแนะนำให้ไปชม อะโตเมียม ที่ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ของกรุงบรัสเซลส์ การเยียมชมอะโตเมียมตอนกลางวันและกลางคืนจะต่างกัน แต่โดยส่วนตัวคิดว่าอะโตเมียมจะสวยที่สุดหากไปตอนกลางคืน ถ้าไม่ขี้เหนียวก็ลองตีตั๋วเข้าไป อ่อ ที่นั้นมีร้านอาหารด้วย เหมาะสำหรับการไปพลอดรักและเหม่อมองวิวของกรุงบรัสเซลส์ยามค่ำคื่นได้ดีที่สุดแค่สาธยายกรุงบรัสเซลส์ก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว เมืองอื่น ๆ ขอติดค้างไว้ก่อนแล้วกัน

 Until then,

Jeer® 

Post a Comment