ฮัลโหล จากเกาะบริเตน

January 29, 2008 at 4:43 pm (Travel Pixie, life and all that jazz)

  โอวมายกอด อีเมล์ที่คุณเห็นด้านล่างนี้เก่าแก่ถึง 6ปีทีเดียว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

 ——————

7th August 2002

  

ความจริงเขียนอีเมล์ยาวมากกกกกกกกกกกกกกก ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแต่ว่าเขียนอยู่ดี ๆ คอมที่ใช้อยู่ก็เจ๊งบ๊งไปเฉยเลย เพื่อความปลอดภัยเลยต้องเขียนจดหมายลงในโปรแกรมเวิร์ดกันพลาด คิด ๆ อยู่เหมือนกันว่าถ้านี่เขียนจดหมายแล้วก็ส่งโปสการ์ดคงถึงบ้านนานแล้ว (ถ้าจดหมายไม่ตกคลอง หรือ บุรุษไปรษณีย์ไม่แอบขโมยไปซะก่อนนะ ฮ่าฮ่า)

ตอนนี้มาอยู่อังกฤษได้เกือบจะสามอาทิตย์แล้ว ชีวิตประจำวันไม่มีอะไรมากนอกจากขี้เกียจไปวัน ๆ ตามฟอร์ม รู้อย่างนี้ไม่ต้องมาอังกฤษก็ได้เนอะ อยู่บ้านก็ขี้เกียจเหมือนกัน ตามปกติแล้วตุ้มจะตื่นและลุกจากที่นอนก็ประมาณสิบโมงเช้า กว่าจะกินข้าวก็เกือบเที่ยง ดีเหมือนกันไม่เปลืองถ้ากินที่บ้าน เพราะถ้าไปกินนอกบ้านมื้อนึงก็ไม่ต่ำกว่าหกปอนด์สักครั้ง (เอาหกสิบห้าบาทคูณสิคะ กึ๋ยส์) อาหารหลักของคนที่นี่ก็คือพวก ฟิช แอนด์ ชิป ( ปลากับมันฝรั่งทอด) หรือไม่งั้นก็เป็น แซนด์วิชต่าง ๆ ที่อันใหญ่มาก ๆ แล้วก็ไม่อร่อยด้วย ถ้าจะกินอร่อย ๆ ก็ต้องไปซื้อของ มาร์ค แอนด์ เสปนเซอร์ เอา ราคาต่างกันไม่ถึงปอนด์ หรูไหม แต่กินไม่ได้ทุกมื้อหรอก ไม่ใช่เพราะมันแพง แต่ว่าใครจะไปทนกินแซนด์วิชชืด ๆ ได้ตลอดกันล่ะ กว่าจะกลับเมืองไทยลิ้นก็ไม่รับรสชาติกันพอดี มีอยู่วันนึง อยากกินผัดไทยที่ถนนข้าวสารสุด ๆ แต่ไม่รู้จะทำไงเลยกลับมาต้มมาม่ากินที่บ้าน ค่อยยังชั่วหน่อย โชคดีที่จอยกับเพื่อนทำงานที่ร้านอาหารไทยที่เบอร์มิ่งแฮมนี่บางวันเลยได้กินพวกปอเปี๊ยะ แกงเขียวหวานไก่แบบไม่เผ็ดมาก ทอดมัน ฯลฯ เลยไม่ค่อยคิดถึงอาหารไทยเท่าที่ควร ยกเว้นอืมม แกงส้มชะอมไข่ บ่นอยากกินจนจอยต้องทำแกงส้ม แต่ว่าอยากกินชะอมน่ะ พูดแล้วก็อยากกิน เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

เล่าเรื่องเที่ยวให้ฟังบ้างดีกว่า ความจริงวันนี้ต้องเป็นวันที่ไปเที่ยวสก็อตแลนด์กับสาว แต่ว่าเปลี่ยนแผนกระทันหันเพราะได้ยินมาว่าที่เอดินเบอระห์ น้ำท่วม เลยไม่อยากจะไป พอดีที่นั่นมีเทศกาลละครพอดี เสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ไปน่ะ แต่เอาเถอะไม่อยากไปสู้รบปรบมือแย่งโรงแรมกับชาวบ้านเป็นแสนคน ไม่เอาดีกว่า น้ำท่วมด้วย ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้ไปเที่ยวหลายที่เหมือนกัน แรกเลยก็ไปลอนดอน ตอนนั้นไปเพราะกะไปซื้อของอย่างเดียว คือเค้าลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์เกือบเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ วันนั้นเราก็ตั้งใจไปช้อปกันอย่างเดียว ไม่ได้ไปมิวเซียมหรืออะไรเลย อ้อ ได้กินอาหารญี่ปุ่นเป็นมื้อเที่ยงแบบโผล่ออกมาจากอันเดอร์กราวน์ปุ้ปก็ก็หาของกินเลย เราสั่งซูชิมาแบ่งกัน ตุ้มเลือกซูชิหน้าปลาแซลมอน ชิ้นใหญ่กว่าเมืองไทยประมาณสี่เท่า (ถ้าอาอูกับน้าเปิ้ลพาน้องมิ้นท์มากินร้านนี้ไม่ต้องกลัวมิ้นท์กินเปลืองเลย รับรองชิ้นเดียวอยู่หมัด) นอกจากซูชิตุ้มก็สั่งชุดข้าวไก่เทอริยากิมากิน จานละประมาณห้าปอนด์กว่าๆ แต่ว่าได้จานใหญ่ขนาดแบบสามคนกินได้เลย ไอ้เราเสียดายก็เสียดาย อิ่มก็อิ่ม แต่ก็พยายามยัดลงไปได้แค่ครึ่งจานก็ขอยกธงขาว ไม่ไหว จะตายเอาน่ะสิคะ งกมากเกินไปอาจจุกตายได้

หลังจากมื้อเที่ยงเราก็ไปเดินช้อปกันที่หลายถนนมากเช่น บอนด์สตรีท อ็อกซ์ฟอร์ดสตรีท และอีกหลาย ๆ สตรีทที่เป็นย่านช้อปปิ้งโดยเฉพาะ คนที่ในลอนดอนแต่งตัวดีมาก คนที่เบอร์มิ่งแฮมเนี่ยเทียบไม่ติดเลยเพราะแต่งตัวกันเชย ๆ แบบทั้งเมืองพร้อมใจกันแต่งตัวกีฬา ๆ สปร์ตตี้เสร่อ ๆ เชย ๆ แต่พวกลอนดอนเนอร์จะแต่งตัวดี ทำผมเว็ทลุค เท่ ๆ ใส่เสื้อยืดสีดำ ๆ กางเกงยีนส์ขาด ๆ แต่ดูแพง ใส่รองเท้ามียี่ห้อเช่นปราด้า กุชชี่ แต่ขอโทษเถอะ เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้ชายที่แต่งตัวดี แต่งตัวเป็น มักเป็นพวกกระเทียม ( หรือ ประเทืองอย่างที่บ้านเราชอบเรียกกัน) เกิดเป็นผู้หญิงสมัยนี้น่าเศร้าไหมล่ะ

 เดินไปเรื่อย ๆ เราก็แว่บเข้าร้านหลุยส์ วิตตอง กัน ลูกค้าส่วนใหญ่ในร้านจะเป็นพวก ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี โดยมีคนไทยห้าคน ( คือคณะทัวร์ของพวกเราเอง ประกอบไปด้วย แพน จอย กิฟท์ เอ็ดดี้ ตุ้ม) เดินดูของแต่ตาเพราะว่าราคาแพงไม่ใช่เล่น ถึงแม้ว่าร้านแบรนด์เนมอื่นอย่าง ปราด้า,  กุชชี่, Bally, Burrery เค้าจะลดราคาทั้งร้าน แต่

หลุยส์ วิตตองนี่ไม่ลดค่ะ คือเค้าจะไม่ลดราคาให้เสียภาพพจน์ตัวเอง คือเค้าไม่ง้อลูกค้าว่างั้นเถอะ แต่เห็นหยิ่งอย่างนี้ก็เถอะนะ ก็มีลูกค้าแน่นร้านอยู่ดี คิด ๆ แล้วก็เดินออกจากร้านดีกว่า ไม่อยากให้มันรวยกว่านี้ ฮ่าฮ่า (ที่จริงแอบเล็งกระเป๋าใบละไม่เกินสองหมื่นสองอยู่หนึ่งใบให้แม่ หลุยส์ที่นี่ราคาถูกกว่ามืองไทยตั้งเยอะ แต่ว่าเอิ่มมม มันแพงน่ะ)

 หลังจากเดินเล่นและโดนของกันไปคนละหลายร้อยปอนด์ (รวมทั้งผู้เขียนที่ได้เสื้อแจ็คเก็ตสุดเท่ของ DKNYที่ถ้าซื้อเมืองไทยไม่มีทางต่ำกว่าห้าพันและรองเท้ากีฬาพูม่าสุดนิ่ม และของฝากให้พ่อกับแม่ ญาติพี่น้อง) พอตกเย็นก็ไปกินอาหารจีนที่ร้านชื่อ Four Season ที่นี่ดังจนได้ชื่อว่าอร่อยสุดในลอนดอน อร่อยขนาดคนต้องต่อคิวกินไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ถ้าเป็นเมืองไทยก็คงไม่อยากรอหรอก แต่แหม ไหน ๆ เค้าแนะนำให้มาลองทั้งทีถ้าไม่ลองก็เสียเที่ยวน่าดู แล้วก็จริงดังคำร่ำลือ อร่อยมาก ๆ เป็ดย่างนี่อร่อยมาก เนื้อหนานุ่มจนแพน (แฟนจอย) ออกปากว่าเป็ดนี่ต้องยังเวอร์จิ้นอยู่แน่ ๆ ถึงได้หวานนุ่มได้ขนาดนี้  นอกจากเป็ดย่างเลิศรสก็มีหมูแดงหนึ่งจาน คะน้าผัดน้ำมันหอย ผัดเปรี้ยวหวานไก่ แล้วก็ข้าวสวยร้อน ๆ กินกับน้ำพริกเผา อร่อยเหาะอย่าบอกใคร ราคาก็อืมมม หาร ๆ กันมันก็ไม่แพงมาก พอกินได้ ดีกว่าไปกินแมคโดนัลด์ชุดแฮปปี้มีล ชุดละ สามปอนด์ล่ะน่า หลังจากอิ่มท้องก็บึงรถเบนซ์ เอ คลาส ที่เราเช่ากันมากลับเบอร์มิ่งแฮมโดยสวัสดิภาพ

เรื่องเที่ยวยังไม่หมดแค่นี้ ว่าแต่เบื่ออ่านกันรึยัง เพราะคนเขียนยังไม่เบื่อเขียนเลย หลังจากลอนดอนทริปเราก็ไปเที่ยวบริสตอล เพื่อเก็บค่าบุหรี่ที่เพื่อนฝากซื้อ ก่อนที่จะไปเที่ยวที่ทางใต้ Salisbury, Dorset ที่เป็นเมืองในหุบเขา บรรยากาศคล้าย ๆ สระบุรี เป็นคันทรี่ไซด์ แต่หมู่บ้านน่ารัก เงียบสงบ และ Bath เมืองเก่าที่ทหารโรมันมา สร้างไว้เพื่ออาบน้ำ (มิลาเจ้าเก่า จำได้ไหม) มิลามารับที่สถานีรถไฟแล้วก็พาเที่ยวชมเมือง ที่บริสตอลนี่สวยมาก ๆ เพราะเป็นเมืองที่อยู่บนเนินและผสมผสานสถาปัตยกรรมเก่า กับใหม่ไว้ได้อย่างกลมกลืน แรก ๆ เดิน ๆ ลงเนินก็ไม่เหนื่อยหรอก แต่ช่วงขาขึ้นเนินสิ หอบแฮ่กเลย แต่ก็ไม่วายถ่ายรูปมาให้ได้ดูกัน โบสถ์สวยมาก ๆ เก่า ๆ ขลังดี ได้เข้าไปข้างในด้วยแต่เหม็นขี้ค้างคาวชะมัด เลยรีบ ๆ ซื้อโปสการ์ดแล้วก็รีบ ๆ เดินออกมา กลับบ้านดีกว่า

หลังจากทริปไปบริสตอลใช่ว่าชีพจรจะหยุดลงเท้าไม่ เมื่อวันที่สามสิบ กรกฎาคม พวกเราเช่ารถและยกขบวนกันขึ้นไปเมืองลิเวอร์พูล  อ่านมาถึงตอนนี้อาจจะหมั่นไส้ว่าทำไมเราถึงเช่ารถกันอีกแล้ว นั่นเป็นเพราะว่าค่ารถไฟไปเที่ยวเนี่ยตกไม่ต่ำกว่าสิบห้าปอนด์ (อาจถึงยี่สิบปอนด์ถ้าเป็นช่วงพีค) ไปกันห้าคนก็ร่วมร้อยปอนด์ เช่ารถดีกว่าแถมขับกลับได้เลย ไม่ต้องค้างให้เสียค่าโรงแรม แถมอยู่เบอร์มิ่งแฮม จะขึ้นเหนือหรือล่องใต้ก็ใช้เวลาไม่เกินสามชั่วโมงเพราะอยู่ภาคกลาง (ประมาณเหมือนอยู่นครสวรรค์) เราออกจากบ้านประมาณแปดโมงเช้า ไปถึงลิเวอร์พูลประมาณสิบโมงเห็นจะได้ ตุ้มออกความเห็นให้ลองหาทางไปสนามแอนฟิลด์ก่อนเข้าเมือง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาสนามก่อนที่บอลจะเตะ (คิกออฟสองทุ่ม) วนไปวนมาก็เจอสนามแอนฟิลด์ ขนลุกค่า บอกได้คำเดียวว่าขนแขนแสตนด์อัพ (ฮิฮิ)  จอดรถเสร็จสรรพก็ดิ่งไปที่ร้านขายของ แล้วก็ถ่ายรูปกับรูปปั้น บิลล์ แชงค์ลี่ ผู้จัดการทีมที่ถือได้ว่าเป็นตำนานของทีมหงส์แดง เราใช้เวลาซื้อของกันไม่นานก็รีบออกมาเข้าเมืองเพื่อไปหาอะไรรองท้อง หลังจากกินข้าวเสร็จเราหาทางไปเที่ยว Albert Dock และ Tate Liverpool Gallery ที่เลื่องชื่อ ทางที่นี่ค่อนข้างจะลดเลี้ยว มีทั้งวันเวย์ละทูเวย์ปนกันน่าเวียนหัว เลยทำให้เอ็ดดี้พาเราหลงไปที่เมอร์ซีย์ เทอร์นัล (อุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเมอร์ซีย์) ชึ่งยาวมากกกกกกกกกกกกกกกก รู้ตัวอีกทีก็ไปโผล่ที่อีกฝั่งของแม่น้ำซึ่งเป็นทางขึ้นมอร์เตอร์เวย์ไปเมืองเชสเตอร์ บ้านไมเคิ่ล โอเว่น เห็นท่าไม่ได้การเลยจอดรถดื้อ ๆ แล้วบอกตำรวจว่าหลงทาง ช่วยที คุยกันอยู่นาน คือตำรวจอ้วนก็พยายามอธิบายทางเราน่ะ แต่ว่าคือไปไม่ถูกอยู่ดี คุยกันอยู่นานเลยมีตำรวจมาสมทบอีกคน ตุ้มตั้งชื่อให้ว่าตำรวจหน้าหนู (เลวไหมเค้ามาช่วยยังว่าเค้าอีก) คุณตำรวจหน้าหนูใจดีมากอาสาพาเราไปส่งที่ อัลเบิร์ต ด็อค แบบประมาณว่าเป็นรถนำขบวนยังไงยังงั้นเลย

เรามาถึงอัลเบิร์ต ด็อค โดยสวัสดิภาพด้วยความช่วยเหลือของคุณตำรวจหน้าหนู เมื่อจอดรถเสร็จเราก็เดินไปถ่ายรูปกันที่เขื่อนริมแม่น้ำเมอร์ซีย์ ที่มีความสำคัญกับคนลิเวอร์พูลเทียบเท่าได้กับแม่น้ำเจ้าพระยาเชียวนะ แม่น้ำดูเชี่ยวๆ อากาศก็ทึม ๆ ที่น่าแปลกใจคือเมืองนี้มีแต่คนแก่ แล้วก็เด็กหน้าตาไม่ดี (ว่าเค้าอีกแล้ว) เกือบทุกคนในเมืองจะใส่แต่เสื้อทีมลิเวอร์พูล เด็กตัวกะเปี๊ยกก็ใส่นะ (ไม่อยากจะคิดว่าสโมสรจะรวยแค่ไหนเพราะเสื้อสีแดง ๆ เสร่อ ๆ  อย่างนี้ตัวนึงก็เกือบสามพันบาท โอ้มายก้อด !) หลังจากถ่ายรูปริมเมอร์ซี่ไซด์เสร็จ ก็ไป Tate Liverpool Gallery หาความรู้ทางศิลปะใส่หัวขี้เลื่อยเสียบ้าง ที่น่าตื่นเต้นคือได้ดูรูป มาริลีน มอนโร ที่ แอนดี้ วอร์ฮอลล์ เจ้าพ่อแห่งวงการป็อปอาร์ตเป็นผู้ทำขึ้น ชอบมากกกก มีแฟ้มที่จิ๊กไว้ที่ทำงานอยู่หนึ่งอัน ชอบมากก ไม่คิดว่าเค้าจะเอาภาพมาโชว์ที่เทต ตอนนี้ ดีใจจัง  ที่ เทต แกลเลอรี่ ส่วนมากจะเป็นแกลเลอรี่ที่รวบรวมงานศิลปะแบบ คอนเทมฯ อาร์ต (ศิลปะร่วมสมัย) ไว้ ดังนั้นงานส่วนมากจะเป็นแบบประยุกต์ ไม่ใช่เป็นแบบภาพวาดสีน้ำมัน อาทิตย์นี้จะเข้าลอนดอน ตั้งใจไว้ว่าจะไปเทต โมเดิร์น กับ เทต ลอนดอนให้ได้

 หลังจากเดินดูงานศิลปะครบทั้งสี่ชั้น เราก็ย้ายก้นไปเที่ยว มิวเซียม เดอะ บีทเทิ่ลส์ (วงนี้แม่น่าจะรู้จักเพราะดังเหลือเกิน) ค่าเข้าประมาณเจ็ดปอนด์เห็นจะได้ แต่คุ้มดีนะ เพราะเค้าทำดี มีหลายห้อง โดยเฉพาะห้องที่เป็นที่เก็บแว่นตาของ จอห์น เลนนอน เค้าเปิดเพลง อิมเมจิน คลอไปด้วย ยืนอยู่ห้องนี้เกือบสิบนาที เพราะฟังเพลงแล้วก็ดูข่าวตอนที่จอห์น เลนนอน ถูกแฟนเพลงยิงตาย คือมันรู้สึกสลดตรงที่เพลง อิมเมจิน ที่เค้าเขียนมีเนื้อเพลงที่ต้องการให้โลกมีแต่สันติ ไม่มีสงคราม และ มีแต่ความรักให้กัน (Peace) แต่สุดท้ายจอห์น เลนนอน ก็ถูกฆ่า มันดูโหดร้ายมาก ฟังเพลงคลอ ๆ ไป ก็น้ำตาซึม เพิ่งเข้าใจว่าทำไม เดอะ บีทเทิ่ลส์ ถึงเป็นอมตะ จนถึงทุกวันนี้….  ออกจากห้องจอห์น เลนนอน เอ็ดดี้ตัวแสบก็ชักชวนให้ถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก ถ้าเป็นถ่ายรูปธรรมดาก็พอทนแต่นี่ถ่ายแบบใส่วิกแล้วก็แต่งตัวเป็นเดอะ บีทเทิ่ลส์น่ะสิ อุบาทว์ และ อายมาก ๆ แต่คิดซะว่ามาทั้งที เอาหน่อยละกัน สุดท้ายก็เลยได้รูปหมู่คนละใบ แพนพยายามทำตัวเป็นจอห์น เลนนอน สุดฤทธิ์ เพราะถือว่าตัวใส่แว่น ส่วนเอ็ดดี้หน้าโหดมาก กิฟท์

เสียสละ (หรือเอาตัวรอดหว่า) ไม่ใส่เสื้อและวิกผม จอยใส่เสื้อสีชมพู ไม่ใส่วิก ดู ๆ ไปแล้วเหมือนเล่นงิ้วมากกว่า

ออกจากบีทเทิ่ลส์ ทุกคนก็หิวอีกแล้ว เลยไปกินอาหารจีนกัน แต่ขอยกยอดไม่เขียนถึงดีกว่าเพราะมันทั้งเยอะและไม่อร่อย เมื่ออิ่มท้องเราก็พยายามหาทางกลับไปแอนฟิลด์เพื่อให้ทันดูบอล ถามทางไปเรื่อย ๆ แล้วก็สังเกตเอาจากคนเดินถนนแหละว่าถนนที่มีคนใส่เสื้อสีแดง ๆ ถือธง พันผ้าพันคอนี่ใช่เลย ใช้เวลาไม่นานก็ถึงแอนฟิลด์ เราจอดรถข้างนอกเพราะคิดว่าข้างในต้องไม่มีที่จอดแน่ ๆ  ค่าที่จอดแพงเอาการประมาณห้าปอนด์ วันไหนมีแมตช์แข่ง เจ้าของที่นี่กินนิ่ม ๆ เลยเกือบห้าร้อยปอนด์ ลงจากรถก็เดินไปถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกที่ประตู You’ll Never walk Alone สโลแกนประจำสโมสรที่แปลเป็นไทยได้ว่า คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดายถ่ายรูปเสร็จก็เดินไปซื้อโปรแกรมราคาหนึ่งปอนด์ ด้วยความโรคจิตของตัวเองที่อยากเช็คดูว่ามีชื่อน้องเจอร์ราด หรือไม่ เมื่อเห็นก็อุ่นใจว่าวันนี้คงได้เจอแน่ ๆ หลังจากคลาดกันไปคลาดกันมา ทั้งปีที่แล้วที่ลิเวอร์พูล มาเมืองไทย แล้วก็ ทั้งตอนเวิร์ดล คัพ

เตร็ดเตร่อยู่ตรงแถวนั้นไม่กี่นาทีก็แอบได้ยินฝรั่งคุยกันว่าเดี๋ยวรถโค้ชนักเตะกำลังจะมา เราก็เลยยืนรอแล้วก็เตรียมกล้องไว้ถ่าย ไม่นานรถโค้ชก็ทยอยมาแต่เรามองไม่เห็นอะไรเลยเพราะติดฟิล์มดำปิ๊ดปี๋ เลยตัดใจเข้าไปในสนามถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า …. วินาทีแรกที่ได้เข้าไปในสนาม อยากจะบอกว่าขนลุกมาก ๆ หญ้าสีเขียวชอุ่มน่าลงไปนอนเล่นมากกว่าเอามาเตะบอล สีเขียวของหญ้าตัดกับแสตนด์สีแดงเป็นอย่างดี สวยจนทุกคนต้องลุกมาเก็กถ่ายรูปกันคนละรูปสองรูป โดยที่ใช้ผ้าพันคอลิเวอร์พูลของดิฉันเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก ขออธิบายนิดนึงว่าที่ ๆ พวกเรานั่งอยู่หลังโกล์ล วิวโอเค เพราะว่าอยู่แถวที่หกเอง ใกล้มาก ใกล้จนเห็นรูขุมขนโอเว่นเลย (เวอร์ไหม) เราเข้าสนามมาก่อนเวลาเลยนั่งฟังเพลงที่เปิดในสนามไปเรื่อย ๆ เห็น เชราร์ด อุลลิเยร์ กำลังให้ลายเซ็นต์แฟน ๆ  อยู่ลิบ ๆ เลยชี้ให้ทุกคนดู ที่ไหนได้พอหันกลับมาอีกที เห็นนักฟุตบอลหน้าตาคุ้น ๆ เดินขาถ่าง ๆ (จริง ๆ ไม่ได้โม้) น้องเจอร์ราด !!!!!!!!!!!! โอ้ โนวว มาได้อย่างไร ทำไมมาเดินอยู่แถวนี้ คือมันไม่น่าจะใช่ที่ ๆ นักฟุตบอลจะมาเดินเล่นเลย ตุ้มไม่รอช้า กระโดดผลุง ๆ ๆ ๆ ไปตรงขอบสนามทันที (โดยมีเสียงแหลมเล็กของจอยตะโกนเชียร์) มือนึงหากล้อง มือนึงหยิบสมุดโปรแกรมให้น้องเจอร์ราดเซ็น พยายามสวมวิญญาณนักข่าวหัวเห็ดเต็มที่ แต่มือสั่นไปหน่อยเลยถ่ายมาได้ชัด ๆ แค่รูปเดียว ไม่สวยด้วย แต่ไม่เป็นไร ได้เจอก็น่าตกใจมากพออยู่แล้ว คิดว่าตัวเองโชคดีมากเลยที่ได้เจอ คือถ้าเค้าไม่เดินมาเราคงไม่ได้เห็นเพราะแมตช์นั้นเค้าก็ไม่ได้ลงเล่น คิดแล้วยังตื่นเต้นไม่หาย

เวลาประมาณเกือบสองทุ่มเห็นจะได้ นักเตะลิเวอร์พูล และ นักเตะลาซิโอ ก็ทยอยกันออกมา แฟนบอลทุกคน (ประมาณ 45000 คน)พร้อมใจกันยืนร้องเพลง You’ll Never walk Alone กันกระหึ่มสนาม ขนลุกอีกแล้วแต่มันแบบตื้นตัน ไม่ใช่แบบตื้นตันกับทีมหรอก แต่มันรู้สึกสงสารคนแถวนั้นที่เค้ามีเพียงฟุตบอลเป็นสิ่งที่เอนเตอร์เทนชีวิตให้รื่นรมย์ ก็เพราะเมืองลิเวอร์พูลมันเป็นเมืองอุตสาหกรรม ทึม ๆ มืด ๆ ถึงแม้จะเป็นวันที่ฝนไม่ตกก็ตาม คนที่นั่งข้าง ๆ ตุ้มเป็นเหมือนพวกคนใช้แรงงาน (สังเกตจากกางเกงยีนส์ที่ดูเลอะ ๆ ) แต่ดูใจดี ดูเหงา ๆ แต่พอฟุตบอลเริ่มเค้าก็ลุกขึ้นร้องเพลงแบบสุด ๆ น่ะ รู้สึกได้เลย คิด ๆ แล้วก็เกลียดนักฟุตบอลขึ้นมาตะหงิด ๆ ที่แบบได้เงินวีคละเกือบสี่หมื่นปอนด์ ซึ่งเงินเหล่านั้นก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของแฟนบอลที่ส่วนใหญ่เป็นพวกใช้แรงงานนั่นแหละ … สรุปแล้วบอลจบโดยที่ลิเวอร์พูลแพ้คาบ้าน 0-1 ตอนนั้นประมาณสี่ทุ่มเห็นจะได้ แต่กว่าเราจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสอง เพาระรถติดมาก ประมาณว่ารถหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศเพื่อมาดูลิเวอร์พูล ขนาดแวะเข้าห้องน้ำตามปั๊มยังเจอคนใส่เสื้อสีแดงเดินกันให้ควั่กเลย

กลับถึงบ้านก็นอนเลย เจ๋งไหม ยังขี้เกียจอาบน้ำเหมือนเดิมจ้า บางวันมันหนาวนิดหน่อยก็เลยทาแป้งอย่างเดียวก็สะอาดแล้ว …เพิ่งรู้ตัวว่าเขียนยาวมาก เมื่อยแล้วล่ะ ฝากอาอูปริ้นท์ออกมาให้พ่อกับแม่อ่านด้วยนะ รู้สึกจะปริ้นท์ที่บ้านไม่ได้ อ้อ เกือบลืม รู้สึกว่าพ่อจะฝากซื้อกล้องส่องพระน่ะ คือมันแปลก ๆ นะ ว่าไหม ที่นี่ไม่มีใครเค้าส่องกันหรอกนะ แล้วก็นกหวีด จะเอาแบบไหน แต่สงสัยทำไมไม่ซื้อเมืองไทย ถูกกว่าตั้งเยอะนา อีเมล์มาบอกแล้วกันจ้า ไม่ต้องห่วงอยู่ที่นี่กินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักลดเกือบสองกิโลแล้วนะ ไม่ใช่เพราะอดอาหารหรอก กินเยอะกว่าเดิมอีกแต่มันต้องเดินไกล จะไปไหนก็เดิน กิน แล้ว ก็ เดิน เดิน เดิน มัวแต่ขึ้นแท็กซี่ พอดีค่าแท็กซี่กินตาย ไม่ไหวหรอกขึ้นทีนึงก็เกือบสามร้อยบาท (เก็บเงินกินกาแฟสตาร์บัคส์แก้วละสองปอนด์เจ็ดสิบห้า) ขอเดินดีกว่า สุขภาพดี ฝากบอกทุกคนว่าใกล้กลับแล้ว กลับบ้านแบบถังแตก คิดถึงบ้าน แต่ไม่อยากทำงาน (เลวไหม) อยากเอาพ่อแม่มาเที่ยวด้วยจัง อยากกินกุ้งเผาตัวใหญ่ ๆ ที่นี่ไม่มีซีฟู๊ด (ถึงมีก็คงแพงมหาโหด) คนอังกฤษได้รับไอโอดีนจากเกลือผสมสาหร่ายทะเล น่าเศร้าไหม ทั้ง ๆ ที่ประเทศตัวเองเป็นเกาะแท้ ๆ เอาล่ะ ไปดีกว่า แล้วจะเขียนไปใหม่จ้า    xxxxx

Permalink Leave a Comment

10 ขวบปีสยามดิสคอฟเวอรี่

January 29, 2008 at 3:53 pm (life and all that jazz)

 วันนี้พี่เนตรอำไพ สไตล์ลิสต์อาหารมือหนึ่ง (ในใจข้าพเจ้า) ชักชวนไปงานครบรอบสิบขวบที่ห้างดิสคอฟเวอรี่ แรก ๆ ก็ไม่อะไรก็แค่ตกปากรับคำไป แต่พอวันนี้มาคิดดูอีกทีก็คิดว่า เวรกรรม เวลามันผ่านไปเร็วจริง ๆ  ยังจำได้ถึงตอนห้างนี้เปิดแรก ๆ เราสองคนกับจอยเพื่อนสาวสุดพอชชอบไปเดินเล่นที่นั่นบ่อย ๆ เหตุผลสำคัญคือแอร์เย็น  คนไม่พลุกพล่านแล้วก็ห้องน้ำที่นั่นสะอาดมาก เราสองคนมักเรียกกันว่าห้องน้ำสุดหรู หรูจนห้องน้ำสุวรรณภูมินี่ชิดซ้ายไปไกล ๆ เลย 

นอกจากห้องน้ำสะอาดแล้ว ที่ดิสคอฟเวอร์รี่ยังเป็นแหล่งรวมของแบรนด์เนมมากมายให้เราเปิดหูเปิดตา (window shopping) ที่ชั้นหนึ่ง ร้านแบรนด์เนมอย่าง D&G ที่เรารู้จักเพราะโรแนน คีตติ้ง ก็มีมาให้ยลโฉม ร้าน Guess ร้านใหญ่ Ninewest รองเท้าสุดหรูก็ไม่ต้องถ่อไปซื้อถึงฮ่องกงชั้นสองมีร้าน M.A.C ตอนนั้นได้แต่เกาะขอบกระจกดูเพราะไม่รู้จะแต่งหน้าไปทำไม ชั้นสามก็มี ร้าน Loft ขายของแปลก ๆ น่ารัก ๆ ราคาก็มิตรภาพ (ไม่เหมือนเสื้อกล้าม D&G ตัวละห้าพัน) อ่อ ตรงข้ามเป็นร้านสตาร์ซอกเกอร์ ใหญ่บึ้ม สะอาด ทันสมัย มีโปสเตอร์ราคาถูกหลาหหลาย หมวก ผ้าพันคอ แก้วน้ำ ซีดี วีดีโอ เพียบ วางเป็นหมวดหมู่ ไม่เหมือนร้านที่พันทิพธ์ที่เข้าไปทีแทบจะต้องใส่หน้ากากกันฝุ่น ชั้นสี่ก็เป็นโซนของแต่งบ้าน เราชอบเดินไปดูของกันที่ HABITAT ไม่ซื้อไม่เป็นไร เดินดูเป็นแรงบันดาลใจแล้วไปหาของที่ถูกกว่าที่จตุจักรก็ได้ เดินไปอีกหน่อยก็เป็น Asiabooks ที่ที่เราสามารถอยู่ได้เป็นวัน เดินอ่าน นั่งอ่าน นอนอ่าน หนังสือและนิตยสารใหม่ๆ ได้ฟรี ๆ เบื่อก็ไปดูหนังที่ชั้นหก ราคาไม่แพงมากแถมโรงหนังก็สะอาดกว่าที่ MBK  

ตลอดสิบปีที่ผ่านมาเรามีความทรงจำดี ๆ มากมายกับห้างที่เหมือนดูเงียบเชียบแห่งนี้ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนเตรียมฯ นิสิตจุฬา จนถึงปัจจุบันที่เป็นคนทำงานเต็มตัว  สุขสันต์วันเกิด… สยามดิสคอฟเวอรี่ 10 ขวบแล้ว ….แล้วเราไม่แก่ทนไหวหรือ?

Permalink Leave a Comment